โรควัวชน ที่พบบ่อย อาการเตือน และการป้องกันที่คนเลี้ยงต้องรู้

สัตวแพทย์ตรวจสุขภาพวัวชนในคอกที่มีมุ้งกันแมลง
ภาพรวมโรควัวชนที่คนเลี้ยงภาคใต้พบบ่อย ตั้งแต่พยาธิในเลือดถึงแผลจากการชน

โรควัวชน ที่คนเลี้ยงภาคใต้เจอบ่อยไม่ได้มีแค่แผลจากการชนบนลานดิน แต่ยังรวมถึงพยาธิในเลือดที่มีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะ และโรคระบาดโคอย่างลัมปีสกินกับปากและเท้าเปื่อย ทีมงาน วัวชนกูรู รวบรวมตัวเลขจากงานวิจัยของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และประกาศของกรมปศุสัตว์ มาสรุปให้อ่านในที่เดียว

บทความนี้เป็นภาพรวมของทั้งกลุ่มโรคและการบาดเจ็บ ตั้งแต่ตัวเลขการติดเชื้อในวัวชนกว่า 5,500 ตัว อาการที่ควรรีบเรียกสัตวแพทย์ ไปจนถึงตารางวัคซีนที่กรมปศุสัตว์ใช้กับโคเนื้อ เพื่อให้คนเลี้ยงและคนที่ติดตามสนามเข้าใจว่าทำไมวัวบางตัวถึงถอนชื่อออกจากโปรแกรมกะทันหัน

โรควัวชนที่พบบ่อยคือพยาธิในเลือด ซึ่งงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตรวจเลือดวัวชน 1,906 ตัวอย่างใน 8 จังหวัดภาคใต้ พบติดเชื้อ 42.50% ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไทเลอเรีย 38.20% นอกจากนี้ยังมีลัมปีสกิน ปากและเท้าเปื่อย และแผลจากเขาหลังการชน ซึ่งป้องกันได้ด้วยมุ้ง วัคซีน และการตรวจเลือดสม่ำเสมอ

โรควัวชนที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

ถ้าแบ่งตามสาเหตุ โรควัวชนแยกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพยาธิในเลือด ที่งานวิจัยในภาคใต้ตรวจพบ 5 ชนิด ได้แก่ ไทเลอเรีย (Theileria) ไมโครฟิลาเรียของ Setaria ทริปาโนโซมา (Trypanosoma) บาบีเซีย (Babesia) และอนาพลาสมา (Anaplasma) กลุ่มที่สองคือโรคระบาดโคที่กรมปศุสัตว์ควบคุม เช่น ลัมปีสกินและปากและเท้าเปื่อย กลุ่มที่สามคือการบาดเจ็บจากการชนและการซ้อม เช่น แผลจากเขา เขาแตก และกล้ามเนื้ออักเสบ

กลุ่มพยาธิในเลือดเป็นกลุ่มที่คนเลี้ยงมองข้ามได้ง่ายที่สุด เพราะวัวบางตัวยังกินอาหารได้แต่แรงหายไป ทีมวิจัยของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บันทึกอาการที่พบในวัวชนติดเชื้อไว้ 6 อาการ คือ หอบ เยื่อเมือกซีด ปัสสาวะเป็นเลือด เบื่ออาหาร จาม และอ่อนแรง ซึ่งล้วนเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง

สำหรับคนที่ดูวัวก่อนเข้าสนาม อาการเหล่านี้สัมพันธ์กับสภาพที่เห็นในลานโดยตรง วัวที่เยื่อเมือกตาซีดหรือหอบเร็วผิดปกติมักยืนระยะได้ไม่นาน ใครอยากฝึกสังเกตสภาพวัวแบบเป็นขั้นตอน อ่านต่อได้ที่ ดูวัวก่อนชน 10 จุด ประเมินคู่ให้แม่น

ตัวเลขพยาธิในเลือดวัวชนจากงานวิจัย

อินโฟกราฟิกอัตราติดพยาธิในเลือดของวัวชนจากงานวิจัยไทย
สรุปอัตราการติดพยาธิในเลือดของวัวชนจากงานวิจัยไทย 4 ชิ้น

งานวิจัยไทยอย่างน้อย 4 ชิ้นเก็บข้อมูลพยาธิในเลือดจากวัวชนโดยตรง ตัวเลขต่างกันมากเพราะวิธีตรวจ ช่วงเวลา และพื้นที่ไม่เหมือนกัน ตารางนี้สรุปเฉพาะตัวเลขหลักที่ยืนยันได้จากบทคัดย่อของแต่ละงาน

งานวิจัยขนาดตัวอย่างอัตราติดเชื้อข้อค้นพบเด่น
ม.สงขลานครินทร์ ปี 2560-25631,906 ตัวอย่าง 8 จังหวัด42.50%ไทเลอเรีย 38.20%
รพ.ปศุสัตว์ มทร.ศรีวิชัย ปี 2559-25665,518 ตัว5.85%ทริปาโนโซมา 2.90%
มทร.ศรีวิชัย นครศรีธรรมราช267 ตัว 13 อำเภอ12.36%พบเฉพาะ Babesia bovis
สุโขทัย ปี 2566251 ตัว 134 ฟาร์มไมโครฟิลาเรีย 1.20%มุ้งลดเสี่ยง OR 0.08

ตัวเลขที่ต่างกันระหว่าง 42.50% กับ 5.85% ไม่ได้แปลว่างานใดผิด งานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตีพิมพ์ในวารสาร Veterinary Integrative Sciences ปี 2564 และพบอัตรารายพื้นที่ตั้งแต่ 39.71% ถึง 75% ส่วนงานย้อนหลัง 8 ปีของโรงพยาบาลปศุสัตว์ มทร.ศรีวิชัย ที่ตีพิมพ์ใน Open Veterinary Journal เดือนตุลาคม 2567 ใช้ข้อมูลจากวัวที่ส่งตรวจจริง ข้อสรุปร่วมคือพยาธิในเลือดมีอยู่ทั่วภาคใต้และควรตรวจเป็นระยะ

ลัมปีสกินและปากเท้าเปื่อย โรคระบาดที่กระทบวัวชน

ลัมปีสกินพบครั้งแรกในไทยที่บ้านดอนแดง อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อต้นเดือนเมษายน 2564 และตามรายงานของไทยโพสต์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 โรคกระจายไปแล้ว 25 จังหวัด อาการเด่นคือไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต และตุ่มแข็งขนาด 2-5 เซนติเมตรที่หัว คอ ขา และอวัยวะเพศ โรคนี้เกิดจากไวรัส ไม่มียารักษาเฉพาะ สัตวแพทย์ทำได้เพียงรักษาตามอาการ และไม่ติดต่อสู่คน

โรคปากและเท้าเปื่อยใช้การฉีดวัคซีนเป็นหลัก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลกับแนวหน้าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ว่ากรมฯ ฉีดวัคซีนให้โคเนื้อและกระบือปีละ 2 ครั้ง โคนมปีละ 3 ครั้ง และปี 2565 ฉีดไปแล้วกว่า 5.4 ล้านตัว วัวชนจัดอยู่ในกลุ่มโคเนื้อ จึงใช้รอบ 2 ครั้งต่อปีเป็นเกณฑ์

ทั้งสองโรคกระทบวงการวัวชนมากกว่าตัววัวที่ป่วย เพราะเมื่อมีการระบาด ปศุสัตว์สามารถจำกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่ ทำให้วัวจากต่างอำเภอเดินทางไปสนามไม่ได้ คนเลี้ยงที่เก็บสมุดวัคซีนครบจึงได้เปรียบเมื่อต้องยื่นเอกสารเคลื่อนย้าย

บาดแผลและการบาดเจ็บหลังชนในวัวชน

นอกจากเชื้อโรค วัวชนยังเสี่ยงบาดเจ็บทุกครั้งที่ลงลาน งานวิจัยของ มรกต แสงรุ่ง และ ฟาราฎอล เหมมะ แห่ง มทร.ศรีวิชัย ปี 2560 ศึกษาสัณฐานของเขาและความเสียหายที่เกิดกับเขาวัวชนในภาคใต้โดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนว่าแผลจากเขาและเขาแตกเป็นปัญหาที่วงการให้ความสำคัญ

การบาดเจ็บที่มองไม่เห็นก็สำคัญไม่แพ้กัน งานวิจัยใน Thai Journal of Veterinary Medicine ที่ตรวจเลือดวัวชนอายุเกิน 6 ปี จำนวน 14 ตัว พบว่าหลังออกกำลังหนัก ค่า CK, AST และ LDH เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อเสียหายระดับหนึ่ง ขณะที่ค่า Troponin I ของหัวใจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ นี่คือเหตุผลที่วัวต้องมีช่วงพักหลังชนแม้ไม่มีแผลภายนอก

ส่วนผิวหนังของโคถือว่าหายจากแผลเปิดได้ดี ตำราศัลยกรรมสัตว์ใหญ่ระบุว่าโคหายแบบปล่อยแผลเปิด (second intention) ได้มีประสิทธิภาพ และปัญหาเนื้อเยื่องอกเกิน (proud flesh) พบน้อยกว่าในม้า แต่แผลในเขตร้อนเสี่ยงหนอนแมลงวัน จึงต้องล้างและพ่นกันแมลงทุกวันจนแผลแห้ง

อาการเตือนที่ควรพาวัวชนไปหาสัตวแพทย์

ค่าที่สัตวแพทย์ใช้คัดกรองบ่อยคือค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (PCV) งานย้อนหลังของ มทร.ศรีวิชัย พบว่าวัวที่มีค่า PCV ต่ำกว่า 30% มีอัตราติดพยาธิในเลือด 8.06% สูงกว่ากลุ่มที่ค่าเกิน 30% ซึ่งอยู่ที่ 5.87% เมื่อวัวดูซึมหรือแรงตก การเจาะเลือดตรวจจึงให้คำตอบได้ชัดกว่าการเดา

ในภาคใต้ วัวชนเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ใหญ่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย เลขที่ 133 หมู่ 5 ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดวันจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 น. โทร 07458-9530 เทคโนโลยีชาวบ้านรายงานว่าคนเลี้ยงพาวัวชนไปตรวจสุขภาพและฉีดยาบำรุงที่นี่ได้

สัญญาณที่ไม่ควรรอดูอาการ ได้แก่ ปัสสาวะเป็นเลือด เยื่อเมือกซีดขาว หอบทั้งที่ไม่ได้ออกแรง ตุ่มแข็งขึ้นตามผิว แผลที่มีหนอน และเขาที่แตกถึงโคนจนเลือดออกไม่หยุด อาการเหล่านี้ตรงกับรายการที่งานวิจัยและกรมปศุสัตว์ระบุไว้ข้างต้น

ป้องกันโรควัวชนตลอดปีด้วยมุ้ง วัคซีน และตรวจเลือด

คอกวัวชนกางมุ้งกันแมลงดูดเลือดยามเย็น
มุ้ง วัคซีน และการตรวจเลือดเป็น 3 มาตรการหลักที่มีตัวเลขงานวิจัยรองรับ

มาตรการที่มีตัวเลขรองรับชัดที่สุดคือการกางมุ้ง งานสำรวจวัวชน 251 ตัวจาก 134 ฟาร์มใน 5 อำเภอของจังหวัดสุโขทัย ปี 2566 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนล่าง พบว่าฟาร์มที่มีมุ้งมีโอกาสติดพยาธิในเลือดต่ำกว่าอย่างชัดเจน ค่า Odds Ratio อยู่ที่ 0.08 เพราะมุ้งกันแมลงดูดเลือดที่เป็นพาหะ

ช่วงเวลาก็สำคัญ งานของ มทร.ศรีวิชัย พบว่าการติดเชื้อสูงสุดในเดือนมีนาคม โดยเฉพาะทริปาโนโซมา และวัวอายุ 1-5 ปีติดเชื้อสูงสุดที่ 7.04% ก่อนลดลงเมื่ออายุมากขึ้น คนเลี้ยงวัวหนุ่มจึงควรเพิ่มรอบตรวจเลือดช่วงต้นหน้าร้อน ควบคู่กับวัคซีนปากและเท้าเปื่อยปีละ 2 รอบตามรอบของปศุสัตว์อำเภอ

สำหรับใครที่อยากเจาะลึกต่อ ในกลุ่มเรื่องเดียวกันนี้ทีมงานแยกเขียนไว้อีก 3 เรื่อง ได้แก่ วัวชนบาดเจ็บหลังชนดูแลอย่างไร ซึ่งไล่ลำดับการดูแลตั้งแต่วัวลงจากสนาม หมอวัวชน ที่อธิบายว่าควรพาวัวไปหาใครและหมอตรวจอะไรได้บ้าง และ วัวชนเป็นแผลจากเขา รักษาอย่างไร พักกี่วันถึงซ้อมได้ ที่ตอบเรื่องระยะพักแผลโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

โรควัวชนที่พบบ่อยที่สุดคือโรคอะไร?

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พยาธิในเลือดพบมากที่สุด โดยเชื้อไทเลอเรียพบ 38.20% ของตัวอย่างเลือดวัวชน 1,906 ตัวอย่าง

วัวชนเป็นพยาธิในเลือดมีอาการอย่างไร?

อาการที่บันทึกไว้คือหอบ เยื่อเมือกซีด ปัสสาวะเป็นเลือด เบื่ออาหาร จาม และอ่อนแรง ควรให้สัตวแพทย์เจาะเลือดยืนยัน

ลัมปีสกินติดคนไหม?

ไม่ติด ข้อมูลกรมปศุสัตว์ที่สื่อเผยแพร่ระบุว่าลัมปีสกินเป็นโรคเฉพาะโคและกระบือ ไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น

วัวชนต้องฉีดวัคซีนปากและเท้าเปื่อยปีละกี่ครั้ง?

กรมปศุสัตว์ฉีดให้โคเนื้อและกระบือปีละ 2 ครั้ง วัวชนจึงใช้รอบเดียวกันนี้

พาวัวชนไปตรวจสุขภาพได้ที่ไหนในภาคใต้?

โรงพยาบาลสัตว์ใหญ่ มทร.ศรีวิชัย อำเภอทุ่งใหญ่ นครศรีธรรมราช เปิดจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 น. โทร 07458-9530

สรุปเรื่องโรควัวชนสำหรับคนเลี้ยงและคนดูสนาม

โรควัวชนมีทั้งพยาธิในเลือด โรคระบาดโค และการบาดเจ็บจากการชน ตัวเลขที่ควรจำคือพยาธิในเลือดพบได้ตั้งแต่ 5.85% ถึง 42.50% ตามแต่ละงานวิจัย มุ้งช่วยลดความเสี่ยงได้ชัด วัคซีนปากและเท้าเปื่อยฉีดปีละ 2 ครั้ง และค่า PCV ต่ำกว่า 30% เป็นสัญญาณให้ตรวจเลือด

ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อความรู้ ไม่ใช่คำวินิจฉัย การให้ยาหรือฉีดยาเองโดยไม่ผ่านสัตวแพทย์อาจทำให้เชื้อดื้อยาหรือวัวบาดเจ็บหนักขึ้น และสภาพสุขภาพของวัวไม่ใช่ตัวการันตีผลการชน คนที่ติดตามสนามจึงไม่ควรใช้ข่าววัวป่วยหรือหายป่วยเป็นเหตุผลในการลงเงิน

เรียบเรียงโดย ทีมคอนเทนต์ วัวชนกูรู · ตรวจสอบข้อมูลโดย ทีมตรวจสอบข้อมูล วัวชนกูรู · แหล่งข้อมูลหลัก: คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, โรงพยาบาลปศุสัตว์ มทร.ศรีวิชัย, กรมปศุสัตว์